bkh

โลกถือกำเนิดมาจากหินที่เป็นแร่โลหะและอโลหะหลากชนิด(ธาตุอนินทรีย์) ผิวโลกบางส่วนเพิ่งเปลี่ยนเป็นดินเมื่อกว่า400ล้านปีก่อนในยุคDevonian โดยเกิดอินทรีย์วัตถุแทรกอยู่ในแร่หิน จึงเกิดความเหมาะสมทำให้พืชเจริญเติบโตได้ จึงเป็นจุดกำเนิดของผืนป่าบนโลกเมื่อ380ล้านปีก่อน ฉะนั้นวิวัฒนาการของดินก็มาจากการที่มีอินทรีย์วัตถุแทรกในเนื้อของอนุภาคหินและทรายนั่นเอง ดินที่ดีเหมาะสมกับพืชควรมีอินทรีย์วัตถุประมาณ5% น้ำ25% อากาศ25%แทรกตัวในแร่ธาตุอนินทรีย์45%ซึ่งพืชมักใช้ไม่ได้ แต่อินทรีย์วัตถุเพียง5%กลับมีส่วนสร้างคุณสมบัติทางฟิสิกส์ เคมีและชีวภาพของดินเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างพอเหมาะ ดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงจะมีโครงสร้างร่วนซุย ดูดซับน้ำและธาตุอาหารได้ดี ทำให้สามารถใช้ปุ๋ยเคมีได้น้อยลงเพราะมีการสูญเสียน้อย อีกทั้งในอินทรีย์วัตถุยังเป็นแหล่งแร่ธาตุที่ค่อยๆปลดปล่อยออกมาให้พืชใช้(mineralization) อีกทั้งช่วยสร้างจุลินทรีย์ในดินมาตรึงไนโตรเจนและย่อยแร่ธาตุอนินทรีย์ต่างๆออกมาให้พืชใช้เพิ่มเติมได้ ดินที่ดีมีอินทรีย์วัตถุสูง(4-6%) จึงมีความอุดมสมบูรณ์และสามารถสร้างผลผลิตที่ดีให้พืช แต่จากการสำรวจข้อมูลประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม 140ล้านไร่ กลับมีพื้นที่ดินส่วนใหญ่กว่า97ล้านไร่ที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า1.5% นั่นหมายถึงดินส่วนใหญ่ของเรามีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ นี่คือสาเหตุที่เกษตรกรต้องพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีสูงขึ้นเรื่อยมา ในการเพาะปลูกพืชทั่วไป ปุ๋ยอินทรีย์จึงไม่ใช่เป็นเพียงปุ๋ยทางเลือก แต่เป็นปุ๋ยที่ต้องใช้เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน(อย่างน้อยให้มากกว่า3%) เพื่อไปทำหน้าที่ปรับปรุงโครงสร้างดินและเป็นตัวดูดซับธาตุอาหารจากปุ๋ยเคมี ทำให้ใช้ปุ๋ยเคมีลดลง(ใช้มากต้นทุนสูงและเป็นพิษ) และส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน ฉะนั้นปุ๋ยอินทรีย์จึงถือเป็นความจำเป็นต่อการเพาะปลูกพืชไม่น้อยไปกว่าปุ๋ยเคมี ดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำจะมีคุณสมบัติทางกายภาพแย่ โครงสร้างดินจะแน่นทึบ ไม่ดูดซับน้ำและธาตุอาหารจากปุ๋ย ทำให้ใช้ปุ๋ยเคมีแล้วสูญเสียมาก ต้องใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมากหรือบ่อย ซึ่งยิ่งจะทำให้ดินเสื่อมเร็วขึ้น ฉะนั้นจึงเป็นภาระกิจของเกษตรกรที่จะเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินกันครับ