ปกเว็บ(22)

โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช

อย่างไรอินทรียวัตถุก็ยังสำคัญกับดินและพืชเสมอ 


ดินไม่ได้เกิดมาพร้อมโลก ดินยุคแรกมีอายุกว่า2,000ล้านปีมาแล้ว ดินเกิดจากวัสดุที่ผิวโลกเป็นหลักและอาจมีแร่จากหินลาวาจากการระเบิดของภูเขาไฟด้วย โดยก้อนแร่หินจะแตกผุกร่อน และทำปฏิกิริยากับน้ำและสารอื่นๆผ่านช่วงเวลายาวนาน จนอนุภาคเล็กลงและมีรูพรุน อีกทั้งมีการสะสมของอินทรีย์วัตถุซากพืชซากสัตว์ผสมผสานกันจนกลายเป็นดินในปัจจุบัน ทำให้ในดินมีองค์ประกอบ4ส่วนและมีสัดส่วนโดยประมาณ คือ แร่ธาตุจากหิน45% น้ำ25% อากาศ25% และอินทรีย์วัตถุ5% บางตำราก็แยกสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดินออกมาต่างหากกลายเป็นส่วนที่5 ซึ่งถือเป็นตัวชื้วัดสำคัญว่าดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสมกับพืชด้วย เรายังพบอีกว่าจุลินทรีย์ในดินมีส่วนต่อการพัฒนาการใช้ประโยชน์ได้ของธาตุอาหารและช่วยบำบัดควรเป็นพิษในดินได้ แต่โดยสรุป ดินยุคเก่าล้วนเกิดจากกระบวนทางธรรมชาติเป็นหลัก


แต่ในปัจจุบันสภาพผิวโลกเปลี่ยนไปจากอดีตมาก ซึ่งเกิดน้ำมือมนุษย์ที่ไปขุดใช้วัสดุใต้โลกขึ้นมาเปลี่ยนรูปและสังเคราะห์เป็นวัสดุหรือสารต่างๆเพื่อใช้เป็นสิ่งต่างๆใช้ที่ผิวโลกมากมาย และเมื่อวัสดุเหล่านี้ถูกใช้หรือถูกทะยอยทิ้งผสมไปกับดิน จึงทำให้ส่วนประกอบของดินยุคใหม่เปลี่ยนไปมาก ซึ่งมีทั้งที่เรามองเห็นได้ทางกายภาพและเป็นสารเคมีปนเปื้อนที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเพราะดินเป็นที่มาของสารอาหารต่างๆในผลผลิตพืชซึ่งใช้เป็นอาหารของคน ฉะนั้นการที่ดินมีองค์ประกอบที่เปลี่ยนไปซึ่งมีแนวโน้มของการปนเปื้อนสารที่เป็นพิษมากขึ้น จึงทำให้เราต้องระมัดระวังการใช้ดินเป็นพิเศษ 


และดัชนีที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าดินนั้นไม่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในเบื้องต้นก็คือ ปริมาณของสิ่งมีชีวิตในดิน เช่น จุลินทรีย์และใส้เดือนดิน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะเป็นอาหารและช่วยสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็คือปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินนั่นเอง แต่ปัจจุบันที่ดินมีแนวโน้มปริมาณอินทรีย์วัตถุลดลง จึงทำให้สิ่งมีชีวิตในดินหายไป จนเราไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเกิดสาเหตุจากของสารเคมีที่ก่อความเป็นพิษในดินหรือไม่ และนี่คืออีกเหตุผลที่เราควรใส่อินทรีย์วัตถุ อย่างน้อยเพื่อให้เกิดจุลินทรีย์มาบำบัดความเป็นพิษในดินให้ลดลง