ปกเว็บ

โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@ฝ่ายวิชาการ วกส.3


เพิ่งผ่านวันดินโลกมาไม่นาน โดยองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ใช้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่9เป็นวันดินโลกครั้งแรกใน พ.ศ. 2557 เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน และแสดงความชื่นชมที่ในปี2566 สมาคมดินและปุ๋ยและเครือข่ายได้คว้ารางวัลWorld Soil Day Award ผมจึงขออนุญาตเขียนบทความเรื่องดินมาให้อ่านกันครับ
โลกเกิดมาเมื่อกว่า4,500ล้านปีก่อน โลกประกอบด้วยแร่ธาตุมากมาย รวมถึงแร่ธาตุปุ๋ยด้วย โลกยุคแรกยังไม่มีดิน ดินเกิดขึ้นมาหลังกำเนิดโลกถึง2,500ล้านปี ดินยุคแรกยังมีสภาพแย่ไม่เหมาะกับพืช จึงต้องใช้เวลาอีกเกือบ1,400ล้านปีเพื่อสร้างความเหมาะสมให้มากพอจึงมีพืชชั้นต่ำ(bryophyte)เกิดขึ้น ดินค่อยๆสะสมอินทรีย์วัตถุจากซากพืชเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์อีกเกือบ500ล้านปี หรือย้อนหลังจากปัจจุบันไปกว่า120ล้านปีจึงสามารถให้กำเนิดพืชชั้นสูง(angiosperm) เหมือนในปัจจุบันขึ้นมาได้ 


จะเห็นได้ว่าในอดีตแม้โลกมีแร่ธาตุปุ๋ย แต่ก็ยังไม่มีพืชเกิดขึ้น จนเมื่อเกิดอินทรีย์วัตถุที่มากพอจึงเกิดดินและเกิดพืชตามมา ฉะนั้นอินทรีย์วัตถุและดินจึงสำคัญต่อพืชไม่แพ้แร่ธาตุปุ๋ย เพราะการมีเพียงแร่ธาตุอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดพืชได้ เราจึงต้องไม่เน้นดูแลพืชแค่เพียงปุ๋ยแล้วปล่อยให้ดินขาดอินทรีย์วัตถุจนเสียความเป็นดินไป
ดินจะดีจึงชี้วัดกันด้วยปริมาณอินทรีย์วัตถุ แค่องค์ประกอบของอินทรีย์วัตถุเพียง1-5%ก็ทำให้หินกลายเป็นดินได้ แต่ต้องใช้กระบวนการทางธรรมชาติอันยาวนานด้วย โดยอินทรีย์วัตถุจะทำให้จุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้และสร้างดินให้มีคุณสมบัติทางกายภาพ ทางเคมีและทางชีวภาพที่เหมาะสมกับพืช โดยมันจะย่อยแร่หินอนินทรีย์ให้อนุภาคเล็กลงแล้วมีธาตุอาหารหลุดออกมาส่วนหนึ่ง ความต่างของอนุภาคที่ผสมกัน จะเกิดรูพรุนภายใน ทำให้อากาศและน้ำแทรกเข้าไปได้ โดยตัวอินทรีย์วัตถุเองก็มีคุณสมบัติช่วยดูดซับไว้ได้ด้วย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดเนื้อดินและเกิดคุณสมบัติที่เหมาะสมกับพืชหลายด้าน เช่น ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำรักษาความชื้นให้กับดิน การมีความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสม มีปริมาณแร่ธาตุที่พืชใช้ได้อยู่บ้าง และมีคุณสมบัติป้องกันการตกตะกอนของแร่ธาตุไว้ด้วย เป็นต้น
และต่อให้ดินจะมีแร่ธาตุปุ๋ยต่างๆอยู่บ้างแล้ว แต่ธาตุที่สำคัญต่อพืชอย่างไนโตรเจน(N)ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในอากาศ และมักไม่สะสมในดิน ถึงอยู่ในรูปอินทรีย์สารได้ก็ไม่นาน จึงต้องพึ่งพาจุลินทรีย์ให้ช่วยตรึงจากอากาศลงมาในดินเป็นระยะ แต่ถ้าดินไม่มีอินทรีย์วัตถุ ไม่มีความชื้น ก็จะไม่เกิดจุลินทรีย์มาช่วยตรึงไนโตรเจนให้ ดังนั้นต้นไม้ในธรรมชาติที่ไม่มีใครไปใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยอื่นๆให้ จึงต้องมีกลไกการผลัดใบให้ร่วงหล่นเป็นอินทรีย์วัตถุลงมาให้จุลินทรีย์และช่วยรักษาความชื้นให้กับผิวดินอย่างต่อเนื่อง


ในการทำเกษตรยุคใหม่ที่มีคนเข้าไปช่วยใส่ปุ๋ยและรดน้ำให้พืช เราจึงมองข้ามหน้าที่ของอินทรีย์วัตถุที่ธรรมชาติสร้างไว้ เราละเลยการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน แถมไปเผาทำลายหรือเก็บซากพืชออกมา และใช้วิธีปรับกายภาพดินให้ร่วนซุยด้วยการไถพรวนเปิดหน้าดิน ซึ่งทำให้ความชื้นในดินระเหยออกไป และถือเป็นการเร่งทำลายจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตในดิน เมื่อดินขาดอินทรีย์วัตถุจึงทำให้ดินขาดศักยภาพในการตรึงและอนุรักษ์ธาตุไนโตรเจนและธาตุอื่นๆ ทำให้เราต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันที่เราใส่ปุ๋ยเคมีธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินที่ขาดศักยภาพในการอุ้มน้ำ ก็จะไม่มีน้ำพอจะละลายปุ๋ย ทำให้ปุ๋ยเหลือตกค้างสะสมจนตกตะกอนแข็ง แถมไม่มีจุลินทรีย์มาช่วยย่อยออกมาให้ใช้ได้อีก พืชจึงตอบสนองต่อธาตุเหล่านี้ไม่ดี จึงดูเหมือนว่าเราใส่ปุ๋ยไม่เพียงพอ แล้วต้องใส่เข้าไปเพิ่ม ก็ยิ่งทำให้ดินแย่ลง แถมทำให้ต้นทุนปุ๋ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ปัญหาแท้จริงมาจากแค่การขาดอินทรีย์วัตถุเท่านั้น
การสะสมอินทรีย์วัตถุในดินจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องยาวนานเหมือนที่ธรรมชาติสร้างดินไว้ในอดีต ยิ่งสะสมมากยิ่งดี ต่างจากการสะสมแร่ธาตุปุ๋ยที่ตกค้างด้วยความไม่ตั้งใจ ยิ่งสะสมมากยิ่งเป็นปัญหา และถ้าสะสมในดินที่ขาดอินทรีย์วัตถุ ยิ่งจะทำให้ปุ๋ยเคมีเป็นพิษได้ง่าย เราจึงต้องหันมาดูแลดินและใช้ปุ๋ยให้ถูกทางกันครับ