สำเนาของสีชมพูสีขาวพาสเทลน่ารักทันสมัยภาพประกอบตารางเรียน(1)

โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช

หลายคนมักไม่ค่อยสนใจปุ๋ยอินทรีย์นัก เพราะคิดว่ามีธาตุอาหารต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี จึงอาจไม่เพียงพอต่อพืช แถมออกฤทธิ์ช้ากว่าปุ๋ยเคมีมาก ปุ๋ยอินทรีย์จึงไม่เป็นที่นิยมของเกษตรกร ผมจึงขออนุญาตออกมาชี้แจงแถลงไขให้เรารู้จักปุ๋ยอินทรีย์กันอย่างลึกซึ้งประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์มี 3ด้าน 1. ประโยชน์ต่อดิน 1. เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน→ ช่วยให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี รากพืชเจริญได้สะดวก 2. เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน→ ดินเก็บความชื้นได้นาน เหมาะกับฤดูแล้ง 3. เพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุ (CEC)→ ดินดูดยึดธาตุอาหารไว้ไม่ให้สูญเสียไปกับน้ำฝน 4. ลดความเป็นกรด–ด่างที่ไม่เหมาะสมของดิน→ ปรับสภาพดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะกับการดูดธาตุอาหาร 5. เพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน→ จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างสารอาหารให้พืช 2. ประโยชน์ต่อพืช 1. ให้ธาตุอาหารหลักและรองอย่างค่อยเป็นค่อยไป→ พืชได้รับธาตุอาหารต่อเนื่อง ไม่ถูกชะล้างง่ายเหมือนปุ๋ยเคมี 2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของรากและใบ→ อินทรียวัตถุช่วยให้รากแตกแขนงมาก ดูดอาหารได้ดี 3. เพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคและความแห้งแล้ง→ เพราะพืชแข็งแรงและระบบรากสมบูรณ์ 4. ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น→ เช่น สี กลิ่น รส และอายุการเก็บรักษานานขึ้น 5. ลดการสะสมของสารเคมีในผลผลิต→ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม 3. ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ 1. ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า→ ประหยัดต้นทุนและเพิ่มความมั่นคงทางการเกษตร 2. ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์→ เช่น ฟางข้าว มูลสัตว์ เศษพืช ช่วยลดของเสีย 3. ลดการชะล้างสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ→ ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน 4. เสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น→ ชุมชนสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองหรือจำหน่ายได้มุมมองธาตุอาหารและสารสำคัญปุ๋ยอินทรีย์ทำมาจากซากพืชซากสัตว์จึงมีองค์ประกอบภายในมากมาย ต่างจากปุ๋ยเคมีซึ่งมีค่าสำคัญเฉพาะเจาะจงชนิดปุ๋ยนั้น เช่น ปุ๋ยยูเรียมีเพียง ในโตรเจน 45-46% หรือปุ๋ยเคมีก็มีเพียงN-P-Kตามสูตรเท่านั้น องค์ประกอบในปุ๋ยอินทรีย์หมวด รายละเอียด สัดส่วนโดยประมาณ (%)1. อินทรียวัตถุ (Organic matter) เซลลูโลส, ลิกนิน, โปรตีน, ไขมัน, น้ำตาล ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งคาร์บอน (C), ไฮโดรเจน (H), และออกซิเจน (O) รวม 20–70%2. ธาตุอาหารพืช (Plant nutrients) N, P, K และธาตุรอง เช่น Ca, Mg, S รวมถึงธาตุเสริม (Fe, Mn, Zn, Cu, B, Mo) รวม 3–15%3. สารอื่น ๆ (Others) ความชื้น, เถ้า (Ash), แร่ธาตุไม่ละลาย, จุลินทรีย์ที่มีชีวิต 10–50%ปุ๋ยที่มีอินทรียวัตถุ20-50จะมีพลังงานสะสมอยู่ 800-2500 Kcal ซึ่งจะเป็นพลังงานให้จุลินทรีย์ในดินมาย่อยและปลดปล่อยธาคุอาหารออกมาระดับและความหลากหลายของธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์@ธาตุหลัก (Macronutrients) N (ไนโตรเจน) 0.5–3%P₂O₅ (ฟอสฟอรัส) 0.2–2%K₂O (โพแทสเซียม) 0.5–3% @ธาตุรอง (Secondary nutrients) Ca (แคลเซียม) 0.5–5%Mg (แมกนีเซียม) 0.1–1S (กำมะถัน) 0.1–1% @ธาตุเสริม (Micronutrients) Fe, Mn, Zn, Cu, B, Mo, Cl 10–500 ppm จุลินทรีย์ที่พบได้ในปุ๋ยอินทรีย์@แบคทีเรียย่อยสลายอินทรียวัตถุ Bacillus spp., Pseudomonas spp. ย่อยสลายสารอินทรีย์ให้กลายเป็นกรดฮิวมิก@แบคทีเรียตรึงไนโตรเจน Azotobacter, Rhizobium เพิ่ม N ให้ดินโดยตรึงจากอากาศแบคทีเรียละลายฟอสเฟต Bacillus megaterium เปลี่ยนฟอสเฟตที่จับแน่นให้พืชใช้ได้@จุลินทรีย์ละลายโพแทสเซียม Frateuria aurantia ทำให้โพแทสเซียมในแร่ดินละลายเชื้อราก่อฮิวมัส Aspergillus, Trichoderm ย่อยลิกนินและเซลลูโลส@จุลินทรีย์ที่สร้างสารกระตุ้นพืช (PGPR)สรุป ปุ๋ยอินทรีย์จึงมีธาตุอาหารและสารอื่นๆมากมายที่ปุ๋ยเคมีไม่มี เขามีบทบาทอื่นที่ปุ๋ยเคมีทำไม่ได้ แม้เราไม่เห็นการออกฤทธิ์ด้วยสายตา ถือว่าเป็นปุ๋ยที่ทำคนละหน้าที่กัน และมีความสำคัญไม่แพ้กัน พืชจะอยู่ได้ถ้ามีแค่ปุ๋ยอินทรีย์ แต่พืชจะอยู่ไม่ได้ถ้ามีแค่ปุ๋ยเคมี