
ปุ๋ยผงราคาถูกประสิทธิภาพดี
โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช
ในอดีตปุ๋ยเคมีส่วนมากถูกพัฒนาเป็นเม็ดเพื่อความเหมาะสมในการผสมใช้กับปุ๋ยชนิดอื่นและสะดวกในการหว่านปุ๋ย ทำให้ปัจจุบันกว่า95%ของปุ๋ยทางดินถูกทำเป็นเม็ด ทั้งที่ปุ๋ยบางชนิดมีต้นทางวัตถุดิบเป็นผงมาก่อน แต่ต้องเอามาปั้นหรืออัดเป็นเม็ดก่อนขาย เพื่อสะดวกในการหว่าน จึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและราคาขายแพงขึ้นไปด้วย จึงกลายเป็นภาระโดยไม่จำเป็นในยุคปัจจุบันที่เราเข้าใจเรื่องปุ๋ยมากขึ้นและมีเทคโนโลยีการใช้ที่ทันสมัยขึ้น เช่น ภาระต้นทุน ความเข้าใจเรื่องการละลายและการสูญเสีย รวมถึงเทคโนโลยีการใช้เครื่องจักรใส่ปุ๋ยแทนคน เป็นต้น
เราจึงควรทบทวนการพัฒนาปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยให้ถูกทาง เราควรเลี่ยงการปั้นเม็ดปุ๋ยบางชนิดโดยไม่จำเป็น เพื่อให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูงสุดและการลดต้นทุนให้มากที่สุด เราพบว่าปุ๋ยบางชนิดควรใช้เป็นผง บางชนิดควรพัฒนาเป็นเม็ดด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้@ปุ๋ยที่ควรใช้แบบผง1. ปุ๋ยเคมีเชิงเดี่ยว(straight fertilizer) ที่มีธาตุแค่1ชนิด เพราะทุกอนุภาคทุกขนาดมีระดับธาตุอาหารเท่ากัน และขนาดที่ต่างกัน(0-2มม.)จะทำให้ปุ๋ยทะยอยละลายออกมาให้พืชใช้เร็วช้าต่างกันจึงให้ที่ต่อเนื่อง2. ปุ๋ยเคมีที่ใช้ละลายน้ำก่อนใช้ เช่นปุ๋ยที่ให้ทางใบ และปุ๋ยที่ให้ในระบบน้ำ(fertigation) เพื่อละลายได้ง่ายและเร็ว3. ปุ๋ยอินทรีย์ และสารปรับปรุงดิน ที่มีแร่ธาตุน้อยและแทรกอยู่ในรูปอินทรีย์วัตถุถึงปลดปล่อยช้า การเป็นผงจะถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ได้ดีกว่า และอนุภาคเล็กจะแทรกตัวในเนื้อดินได้ทั่วทำให้พัฒนากายภาพดินได้ดีกว่า@ปุ๋ยที่ควรใช้แบบเม็ด1. ปุ๋ยเคมีNPKผสมแบบคอมปาวด์ เป็นการใช้วัตถุดิบแม่ปุ๋ยชนิดผงมากกว่า1ชนิดผสมกันแล้วปั้นเม็ดใหม่
โดยทุกเม็ดจะเป็นสูตรเดียวกัน เพราะถ้าผสมโดยไม่ปั้นจะเกิดการแยกชั้นกันของวัตถุดิบที่มีขนาดและน้ำหนัก(ความถ่วงจำเพาะ)ที่ต่างกันจะทำให้สูตรไม่สม่ำเสมอ2. ปุ๋ยเคมีNPKแบบผสม(bulk blend) ที่เกิดจากการใช้เม็ดวัตถุดิบมากกว่า1ชนิดผสมกัน วัตถุดิบแต่ละชนิดจึงต้องมีขนาดเม็ดเท่ากัน แต่น้ำหนักเม็ดที่ต่างกันก็จะทำให้เกิดปัญหาการแยกชั้น(segregation)ได้บ้าง จึงมีความสม่ำเสมอน้อยกว่าปุ๋ยคอมปาวด์ แต่ราคาอาจถูกกว่า3. ปุ๋ยอินทรีย์เคมี หรือปุ๋ยเคมีที่ผสมวัสดุเพื่อควบคุมการละลายหรือการปลดปล่อยธาตุอาหาร กลุ่มนี้ควรเป็นปุ๋ยเม็ดแบบคอมปาวด์เพื่อให้วัตถุดิบอยู่ในเม็ดเดียวกัน หากวัตถุดิบแยกเม็ดกัน(blending) จะทำให้ประสิทธิภาพการควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารลดลงมาก