ปกเว็บไซด์(1)

โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช
   เมื่อกว่า200ปีก่อนที่การเพาะปลูกพืชทำเพื่อการค้าที่ต้องการผลผลิตสูง จึงมีการพัฒนาผลิตปุ๋ยเคมีธาตุอาหารหลักNPKมาใช้กัน และเพราะปุ๋ยเคมีธาตุอาหารหลักตอบสนองต่อพืชเร็วและชัดเจน กอปรกับหาซื้อได้ง่าย ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยเคมีกันเกือบ100%และหลงลืมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไป เพราะหลงเข้าใจผิดไปว่าปุ๋ยเคมีสามารถใช้แทนปุ๋ยอินทรีย์ได้ แต่กลับทำให้ดินในปัจจุบันเสื่อมโทรมลงมาก กายภาพดินแข็งดานขึ้น มีปริมาณอินทรีย์วัตถุเฉลี่ยลดลงต่ำกว่า1.5% “เพราะแท้จริงปุ๋ยอินทรีย์ทำหน้าที่เหมือนปุ๋ยเคมีเพียง10%เท่านั้น คือเป็นแหล่งธาตุอาหารหลักNPKบ้างเล็กน้อย(2-5%) แต่มีหน้าที่อื่นที่แตกต่างไปจากปุ๋ยเคมีอีก90%ได้แก่ เป็นแหล่งธาตุอาหารรอง-เสริมหลายชนิด ช่วยสร้างกายภาพที่ดีให้ดินทำให้ดินร่วนซุย เป็นวัสดุที่มีCECสูงช่วยดูดซับและเคลื่อนย้ายธาตุอาหารสู่รากพืช ช่วยอุ้มน้ำ ช่วยปรับปรุงสมดุลย์กรด-ด่างในดิน และเป็นแหล่งพลังงานให้จุลินทรีย์ในดินทำกิจกรรมการย่อยสลายอนินทรีย์สารหรือแร่ธาตุให้ละลายออกมาจากดินให้พืชใช้ได้ ”การใช้อินทรีย์วัตถุหรือปุ๋ยอินทรีย์จึงมีความสำคัญไม่แพ้ปุ๋ยเคมี มันทำหน้าที่บางอย่างที่ต่างกันและเกื้อหนุนต่อกัน เราจึงต้องใช้ปุ๋ยทั้งสองชนิดร่วมกัน มิฉะนั้นก็จะทำให้ดินและพืชขาดหน้าที่บางอย่างไป
ในขณะที่อินทรีย์วัตถุมีหน้าที่ดูดซับปุ๋ยเคมีไว้ได้มิให้สูญเสียเร็วเกินไปนักเพื่อให้พืชมาดูดเกินได้ทัน จึงถือว่าอินทรีย์วัตถุช่วยเพิ่มการใช้ประโยชน์ได้ของปุ๋ยเคมี การแนะนำให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในดินให้ดินมีอินทรีย์วัตถุสูงก่อนใส่ปุ๋ยเคมีลงไปจึงทำให้ปุ๋ยเคมีเกิดประโยชน์สูงสุด
     และปัจจุบันมีการพัฒนาใช้อินทรีย์วัตถุผสมร่วมกับปุ๋ยเคมีและผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์เคมี ซึ่งในตลาดจะมี2ประเภทคือ 1).แบบผสมเม็ด(Bulk Blend)ซึ่งใช้ปุ๋ยเคมีเม็ดผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เม็ด ปุ๋ยเคมีจึงละลายได้เร็วในขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์แตกตัวออกมาได้ช้า 2).แบบผสมในเม็ดเดียว(compound) ซึ่งอนุภาคอินทรีย์วัตถุและเคมีNPK จะอยู่แนบชิดกัน ช่วยดูดซับกัน อินทรีย์วัตถุจึงควบคุมการละลายเคมีให้ช้าลงจึงสูญเสียต่ำ ปุ๋ยอินทรีย์เคมีประเภทคอมปาวด์จะทำให้เกิดความสูญเสียของปุ๋ยเคมีน้อยกว่าประเภทเบ้าเบล็นมาก