
ใช้สารปรับปรุงดินแบบไหนดี สารอินทรีย์(เม็ดดำ)vsวัสดุปูน(เม็ดขาว)
โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช
ท่านรู้หรือไม่ การใส่ปุ๋ยเคมีในดินเลว จะเกิดผลเพียง20-50%เท่านั้น จึงถือเป็นความเสียหายและสิ้นเปลืองค่าปุ๋ยอย่างมาก แถมยังไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร เกษตรกรจึงต้องแก้ไขดินให้เหมาะสมเสียก่อน เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดินเลวมีหลายประเภท ในที่นี้หมายถึงดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ เช่น ดินทราย รวมถึงดินกรด ดินด่าง และดินที่แข็งดาน การปรับปรุงดินจึงควรใช้วิธีที่แตกต่างกัน แต่ในตลาด”สารปรับปรุงดิน”ส่วนมากมีแต่ประเภทที่ใช้วัสดุปูนมาร์ลหรือปูนโดโลไมท์มาปั้นเม็ด เพราะมีวัตถุดิบมากและปั้นเม็ดง่าย แถมไม่ต้องจดทะเบียนปุ๋ย สินค้ากลุ่มนี้มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆจึงถูกเคลมว่าแก้ดินกรดได้ มันมีองค์ประกอบเป็นธาตุแคลเซียม(Ca)และดิน ซึ่งปกติหากเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีชนิดผสมเบ้าเบลนก็มักมีวัสดุปูนแคลเซียมเป็นฟิลเลอร์อยู่แล้ว แต่เพราะแรงโฆษณาเกษตรกรก็ยังซื้อไปใช้ในนามสารปรับปรุงดินหรือเป็นธาตุอาหารรองอีกต่างหาก และที่สำคัญวัสดุปูนมาร์ลนี้ไม่ผ่านการเผาจึงมีฤทธิ์ทำปฏิกิริยาสะเทินกรดได้ต่ำ จึงแก้ปัญหาดินกรดได้น้อยจึงต้องใช้มากๆบ่อยๆจึงไปเพิ่มปริมาณวัสดุหินปูนและธาตุแคลเซียมไว้ในดินมากเกินไป
ธาตุแคลเซียมเป็นธาตุที่สร้างความแข็งแรงให้ลำต้นพืช โดยทำงานร่วมกับธาตุฟอสฟอรัส และยังมีหน้าที่อื่นๆอีกมาก มันมีคุณสมบัติที่เป็นประจุไฟฟ้าบวก(+2) แต่เมื่อมีปริมาณมากจะทำปฏิกิริยาตกตะกอนกับธาตุฟอสเฟต กลายเป็นเกลือ Ca3(PO4)2 ซึ่งเป็นรูปที่ละลายน้ำได้ยาก พืชจึงดูดกินไม่ได้ จึงกลายเป็นการสูญเสียธาตุรูปที่มีประโยชน์ของทั้งฟอสฟอรัสและแคลเซียมไป แถมทำให้ดินแข็งดาน นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเห็นต้นข้าวล้มราบเมื่อเจอลมได้บ่อยๆ ทั้งที่เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีฟอสฟอรัส(16-20-0) ไปไม่น้อย
ในอดีตเราไม่ค่อยพบเห็นต้นข้าวล้มราบไปกับผืนนาบ่อยนัก แต่ปัจจุบันกลับเห็นได้บ่อยๆในข้าวเกือบทุกแห่ง เราจึงต้องคิดทบทวนว่าทำไมมันยังล้มทั้งที่เราใส่ทั้งแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้า(ซึ่งควรจะแข็งแรง) นั่นแปลว่าเราธาตุทั้งสองไม่ได้ทำงานในพืชเพราะไปทำปฏิกิริยากันเสียก่อน พืชจึงไม่ได้รับเพื่อไปสร้างความแข็งแรงในต้น แต่กลับไปก่อปัญหาดินแข็งดานแทน
การใช้สารปรับปรุงดินที่มีแคลเซียมไปผสมกับปุ๋ยเคมีเพื่อหวังให้ต้นทุนปุ๋ยต่ำลง ยังแพร่กระจายไปในพืชอื่น เช่น นาข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และการใช้อย่างต่อเนื่องจนสะสมธาตุแคลเซียมในดินมากเกินไป จึงพาลก่อปัญหาการสูญเสียธาตุฟอสฟอรัส ทำให้ลำต้นอ่อนแอ ล้มง่าย รวมถึงทำให้พืชบางประเภทติดดอกออกผลลดลง และได้ผลผลิตต่ำลงด้วย เราจึงต้องศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง
“ผมจึงขอแนะนำให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้สารปรับปรุงดินที่มีอินทรีย์วัตถุอยู่ด้วย รวมถึงการใช้ผสมกับปุ๋ยเคมี เพราะอินทรีย์วัตถุก็เป็นทั้งแหล่งธาตุอาหารรองแคลเซียม(3-5%)ซึ่งไม่มากเกินไป และมีธาตุอาหารเสริมหลายชนิด อินทรีย์วัตถุมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ(-)ซึ่งสามารถไปสะเทินฤทธิ์กรด(H+)ได้ จึงช่วยปัญหาดินกรดได้เช่นกัน อีกทั้งอินทรีย์วัตถุยังเป็นตัวปรับสมดุลย์กรด-ด่างในดินได้(buffer) ขวางการทำปฏิกิริยาตกตะกอนของธาตุอาหารต่างๆ แถมอินทรีย์วัตถุยังเป็นอาหารให้จุลินทรีย์มาย่อยและปลดปล่อยธาตุฟอสฟอรัสและจุลธาตุอื่นๆที่ตกตะกอนออกมาให้พืชใช้ได้อีกครั้ง และทำให้ดินร่วนซุยขึ้นด้วย ที่สำคัญอินทรีย์วัตถุยังมีฮิวมัสซึ่งมีค่าCECสูงซึ่งช่วยจับแร่ธาตุแล้วส่งให้รากพืชดูดกินทำให้ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพปุ๋ยเคมีได้”