
ไขความลับของ สารฮิวมิก
โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช
เราจะเห็นว่าในธรรมชาติพืชสามารถเจริญเติบโต ขยายพันธุ์และดำรงอยู่มาหลายล้านปีโดยไม่พึ่งพามนุษย์ไปเสริมเติมด้วยสารเคมีใดๆ นั่นเพราะพืชได้สร้างอินทรีย์วัตถุที่ย่อยสลายเป็นสารฮิวมิกซึ่งเป็นกลไกช่วยพืชให้เชื่อมโยงและใช้ปัจจัยการดำรงชีวิตจากภายนอก เช่น น้ำ แร่ธาตุ และจุลินทรีย์สารฮิวมิกเป็นอินทรียวัตถุที่พืชสร้างทิ้งไว้ในดินแล้วถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์จนมีอนุภาคขนาดเล็ก(กรดฮิวมิก, กรดฟูลวิกและฮิวมิน) ส่วนมากเป็นประจุลบ(anion) มีส่วนที่ละลายน้ำได้และไม่ละลายน้ำ จึงแทรกซึมไปสู่ปลายรากพืชได้ไวกว่าอินทรียวัตถุที่ยังไม่ย่อยสลายสมบูรณ์ มันจะเข้าไปฟอร์มโครงสร้างของรากโดยทำงานร่วมกับจุลินทรีย์บางชนิดเช่น ไมคอร์ไรซา(mycorrhiza)ในแบบพึ่งพากัน(symbiosis) เพื่อทำหน้าที่เพิ่มพื้นที่ผิวของรากพืช(rhizosphere colonization) ช่วยเพิ่มรากให้มากขึ้นและเพิ่มศักยภาพให้รากพืชหลายอย่างคือ
1. ช่วยดูดซับน้ำและแร่ธาตุแล้วส่งสู่รากพืช
2. ทำให้รากพืชหากินได้ในพื้นที่กว้าง
3. ฮิวมิกเป็นสารคีเลต(chelates)พาธาตุอาหารสู่รากพืชอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ป้องกันการตกตะกอนและการสูญเสียธาตุอาหารจากดิน
5. ช่วยชะลอการสูญเสียน้ำและธาตุอาหารจากดินในภาวะแล้ง
6. มีโปรตีนและแร่ธาตุจึงเป็นแหล่งอาหารสำรองที่เสถียรให้พืชและจุลินทรีย์ได้
7. ช่วยปรับสมดุลกรด-ด่างบริเวณราก(buffering capacity)
8. ปกป้องรากจากจุลินทรีย์ที่ก่อโรค
9. ช่วยลดความเครียดของรากพืชจากภาวะแล้งและน้ำท่วมขังฮิวมิกจึงถือเป็นสารเพื่อการสร้างรากจึงจำเป็นต้องมีในดิน
ซึ่งธรรมชาติสร้างกลไกไว้จากการร่วงหล่นหรือการทิ้งซากพืชไว้ เมื่อเรามาทำเกษตรยุคใหม่และปลูกพืชหนาแน่นขึ้น แต่เก็บเกี่ยวซากพืชออกหรือเผาทำลายไป ปริมาณฮิวมิกในดินจึงไม่เพียงพอ หากใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต่อเนื่องก็จะรักษาระดับไว้ได้ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเคมีจะมีส่วนทำให้จุลินทรีย์ตายไปและดินแน่นขึ้น ระบบรากพืชจึงยิ่งแย่ นี่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ผลและต้องใช้มากขึ้นๆ แถมพืชเกิดโรคง่ายบริษัทเอสทีฯจึงผลิตสินค้าที่มีอินทรียสารรูปฮิวมิกเพื่อให้ทางดินโดยตรงจากวัตถุดิบที่ย่อยสลายสมบูรณ์แล้ว สินค้ามีสารฮิวมิกหลายระดับ(5-25%) มีทั้งชนิดเม็ดและผง แต่ขายในราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าจากต่างประเทศ นี่จะเป็นวิธีshort cutการสร้างฮิวมิกให้ดินได้ไวขึ้นและใช้ได้น้อยลง เพื่อทำให้รากพืชทำงานได้ดีขึ้นได้ ซึ่งจะมีผลให้เราใช้ปุ๋ยเคมีได้ลดลง ทำให้พืช ทนแล้ง ทนโรค และช่วยทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกพืชลดลง