ปกเว็บไซด์

โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช
   ผมทำงานด้านปุ๋ยมากว่า30ปีแล้ว เริ่มที่ทำงานด้านปุ๋ยอินทรีย์ และศึกษาวิทยาการเกี่ยวกับปุ๋ยในบริษัทต่างชาติมานานกว่า17ปี เคยศึกษาปุ๋ยมาทุกชนิด ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยน้ำ ฯลฯ ผมลาออกมาสร้างบริษัทเอสทีฯเมื่อ16ปีก่อนก็ยังผลิตปุ๋ยทุกชนิดออกมาขาย เพราะเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของปุ๋ยแต่ชนิดที่ต้องเกื้อหนุนกันในการเพาะปลูกพืชยุคใหม่ ผมจึงไม่ใช่คนที่จะเชียร์ให้ใช้ปุ๋ยอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะผมเรียนรู้จนตกผลึกว่าปุ๋ยทั้งคู่ล้วนจำเป็นและชอบเปรียบเทียบปุ๋ยทั้งสองให้เราเข้าใจกันง่ายๆว่า “ปุ๋ยเคมีเสมือนเนื้อและข้าวที่ให้พลังงาน ส่วนปุ๋ยอินทรีย์เสมือนผักและผลไม้ที่ให้วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งคนต้องกินอาหารทุกชนิดร่วมกันจึงทำให้ร่างกายแข็งแรงและสุขภาพดี พืชก็เช่นกัน ที่ต้องใช้ปุ๋ยทั้งสองประเภทร่วมกัน”ผมจึงอยากเรียนให้เกษตรกรเข้าใจกันอีกครั้งว่าปุ๋ยเคมีที่เราใช้กันเป็นหลักอยู่ ส่วนมากจะให้เฉพาะธาตุอาหารหลัก N-P-K เท่านั้น ที่ผ่านมาจึงต้องพึ่งพาธาตุอาหารรอง(Ca, SและMg)และจุลธาตุ(Fe, Zn, Cu, Mn, Mo, B, Cl และNi)รวมถึงแร่ธาตุอื่นที่ยังจำเป็นต่อพืชจากดินเดิมๆซึ่งมีธาตุเหล่านี้อยู่บ้าง แต่มีระดับปริมาณถดถอยลงทุกวัน เพราะไม่มีการเติมเพิ่มเข้าไป แต่เนื่องจากพืชใช้ธาตุอาหารเหล่านี้น้อย จึงไม่ปรากฎอาการขาดให้เห็นอย่างชัดเจน แต่จะเริ่มมีผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตพืช รวมถึงภูมิคุ้มกันที่ลดลงด้วย แต่ธาตุเหล่านี้มักมีมากในปุ๋ยอินทรีย์และสารปรับปรุงดินบางชนิด ซึ่งหากเราใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีก็จะช่วยทดแทนธาตุเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ปุ๋ยอินทรีย์ยังมีผลต่อประสิทธิภาพของดินที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชด้านต่างๆ เช่น มีอินทรีย์วัตถุที่ทำให้ดินร่วนซุย มีความสามารถอุ้มน้ำสูง เราพบว่าดินที่มีอินทรีย์วัตถุ1% จะมีความสามารถอุ้มน้ำได้กว่า 30,000ลิตรต่อไร่ และอินทรีย์วัตถุยังทำให้ดินมีCECสูง(Cation Exchange Capacity)
ซึ่งจะทำให้ดินช่วยดูดซับปุ๋ยเคมีไม่ให้สูญเสียไปง่ายๆและพืชสามารถดูดกินปุ๋ยเคมีได้สูงสุด มิเช่นนั้น ถ้าดินมีอินทรีย์วัตถุต่ำ ปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงดินอาจสูญเสียไปได้มากถึง50% เกษตรกรจึงจะสิ้นเปลืองค่าปุ๋ยเคมีมากโดยไม่เกิดผลเต็มที่ นอกจากนี้ยังที่น่ากังวลว่าดินของเราประเทศเริ่มเสื่อมโทรมลง มีอินทรีย์วัตถุในดินลดลงมากจนน่าใจหาย จากในอดีตที่เคยมีสูงถึง3-5% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง0.5-1.5%เท่านั้น (2-3%)
     ฉะนั้น เกษตรกรจึงต้องใช้ปุ๋ยทั้ง2ประเภทอย่างจริงจัง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อค่อยๆเพิ่มค่าเฉลี่ยอินทรีย์วัตถุในดินให้สูงขึ้น หรือถ้าจะแก้ไขปัญหาในระยะสั้นก็อาจต้องหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีแบบคอมปาวด์บ้าง