ปกเว็บ(8)

โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@STFเรารู้ใจพืช

การใช้ปุ๋ยเคมีต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงให้ผลดีที่สุด เพราะปุ๋ยอินทรีย์มีคุณสมบัติหลายอย่างที่เกื้อหนุนกับการใช้ประโยชน์ได้ของปุ๋ยเคมี กับการพัฒนาดินและส่งผลถึงการเจริญเติบโตของพืช โดยมีการใช้ร่วมกันได้หลายวิธี คือ การแยกใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีคนละครั้ง การผสมกันแล้วใส่ และการทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์เคมีคอมปาวด์(ใช้วัตถุดิบแบบผงผสมกันแล้วปั้นเม็ดใหม่) โดยอินทรีย์วัตถุในปุ๋ยจะส่งผลดีดังต่อไปนี้

@ปุ๋ยอินทรีย์มีอนุภาคเป็นเส้นใยเซลลูโลสซึ่งเนื้อหยาบ มีผลทำให้โครงสร้างดินโปร่งร่วนซุย น้ำและอากาศผ่านได้ดีและมีคุณสมบัติอุ้มน้ำสูง(water holding capacity) และ รากพืชเจริญได้ดี

@ที่ผิวของอนุภาคอินทรีย์วัตถุและฮิวมัสจะมีประจุลบไฟฟ้าลบ(-) จึงทำให้มีค่าการแลกเปลี่ยนประจุบวกหรือค่าCEC(Cation Exchange Capacity)ค่อนข้างสูง จึงสามารถดูดซับแร่ธาตุปุ๋ยซึ่งส่วนมากเป็นประจุไฟฟ้าบวก(+)ได้แบบชั่วคราวทำให้ลดการสูญเสียแร่ธาตุปุ๋ยได้มาก และประจุลบในอินทรีย์วัตถุยังช่วยลดปัญหาสภาพความเป็นกรด(H+)และทำให้มีสภาพเป็นสารบัฟเฟอร์ด้วย(buffering capacity)ที่ทุเลาปัญหาการสวิงของpHของดินด้วย

@อินทรีย์วัตถุที่ย่อยสลายซึ่งเปลี่ยนเป็นสารฮิวมิกซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันการทำปฏิกิริยาตกตะกอนของจุลธาตุโดยทำหน้าที่เป็นสารคีเลต(chelating agent)พาแร่ธาตุเข้าสู่รากพืชอย่างมีประสิทธิภาพ

***แต่การใช้ปุ๋ยที่เอื้อคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ให้ทำงานได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องให้อนุภาคของอินทรีย์วัตถุผสมแนบสนิทไปกับแร่ธาตุของปุ๋ยเคมี ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์เคมีแบบคอมปาวด์เป็นรูปแบบที่สอดคล้อง