ปกเว็บ(11)

โดย ดร.สมบัติ@STFเรารู้ใจพืช

ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ล้วนมีข้อดีข้อเสียของตัวเอง คือ 
@ปุ๋ยเคมี ถือเป็นปุ๋ยร้อน ธาตุอาหารสูง แต่มีเฉพาะแค่ธาตุบางชนิด ละลายเร็วจึงออกฤทธิ์เร็วเกิน พืชกินไม่ทัน จึงสูญเสียง่าย มีความเค็มและเป็นกรด ทำให้ดินเสีย เป็นพิษกับพืช

@ปุ๋ยอินทรีย์ ถือเป็นปุ๋ยเย็น มีธาตุอาหารหลักน้อยแต่มีจุลธาตุหลายชนิด แต่ปลดปล่อยได้ช้า ต้องให้จุลินทรีย์มาย่อยปลดปล่อย แต่ได้ประโยชน์ที่ช่วยพรวนดินไปด้วย ทำให้ดินดี ช่วยการแตกรากได้ง่าย
การใช้ปุ๋ย2ชนิดร่วมกันจึงช่วยลดข้อเสียและเพิ่มข้อดี เกิดประโยชน์มากขึ้น จึงมีแนวทางการใช้หลายแบบ เช่น (1)แยกใส่ในดินคนละครั้ง (2)ใช้ผสมกันก่อนใส่ (3)ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีแบบผสมเบ้าเบลน และ(4)เลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมีเม็ดแบบคอมปาวด์
การแยกใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี(1-3) จะทำให้การสูญเสียลดลง20-50%  แต่ในแบบคอมปาวด์(4) จะลดการสูญเสียได้ถึง80%

@ปุ๋ยอินทรีย์เคมีแบบคอมปาวด์
สำหรับผมถือว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์เกรดพิเศษ (organic plus) เพราะเมื่อเอาปุ๋ยทั้งสองมาบดเป็นผงแล้วผสมปั้นเป็นเนื้อเดียวกันแบบคอมปาวด์ อนุภาควัตถุดิบจะแทรกแนบเนื้อกันที่สุด จึงดูดซับกันไว้ ทำให้การปลดปล่อยของเคมีช้าลงเหมาะกับการดูดกินของพืช และสูญเสียต่ำมาก เป็นปุ๋ยที่เป็นกลางๆ ไม่ร้อนไม่เย็นเกิน ไม่เค็มไม่จืดเกิน ไม่เร็วไม่ช้าเกิน 
แต่ปุ๋ยประเภทนี้ค่อนข้างผลิตได้ยาก เพราะอนุภาคของปุ๋ยเคมีและอินทรีย์ต่างชนิดกัน จะจับตัวกันยาก แถมอินทรีย์วัตถุมีความผันแปรง่าย โรงงานต้องมีห้องแล็ปไว้ตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ทำได้ยากแต่ถือเป็นปุ๋ยที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชที่สุด เพราะดีต่อทั้งพืชและดิน