
ปุ๋ยเคมีจะขาดตลาดในอนาคต
โดย ดร.สมบัติ สุขมะณี@ปุ๋ยเอสทีเรารู้ใจพืช
มีแนวโน้มความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้น2-3%ในช่วง2ทศวรรษที่ผ่านมา เคยสูงถึง200ล้านตัน(IFA 2020) และมีมูลค่ากว่า207พันล้านเหรียญสหรัฐ(2022) เหล่านี้เป็นตัวเลขการส่งออกซึ่งยังไม่รวมการผลิตและใช้กันเองภายในแต่ละประเทศ ปริมาณความต้องการที่สูงขึ้นมีสาเหตุมาจากความต้องการเพิ่มผลผลิตพืชเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารและสินค้าอุปโภคสำหรับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เรามีพื้นที่เพาะปลูกลดลงเพราะถูกเปลี่ยนไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น อีกทั้งพื้นที่เดิมมีศักยภาพการผลิตต่ำลงเพราะดินขาดอินทรีย์วัตถุและเริ่มเสื่อมโทรมลง
ความต้องการปุ๋ยNPKทั่วโลกทั้งหมดกว่า200ล้านตัน เป็นปุ๋ยไนโตรเจนประมาณ56% ปุ๋ยฟอสเฟต24% และปุ๋ยโพแทส20% ซึ่งปุ๋ยแต่ละชนิดธาตุมาจากแหล่งวัตถุดิบที่ต่างกันและล้วนมีแนวโน้มลดลงจากความจำกัดของวัตถุดิบปุ๋ยแต่ละชนิด ทำให้ปุ๋ยมีแนวโน้มขาดตลาดและผลักดันใหัราคาสูงขึ้น ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี2022 ที่ปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยฟอสเฟตราคาเพิ่มขึ้นเกือบ2เท่าจากปี2020 (urea ; US$ 215 to 678/ton, DAP; US$ 265 to 752/ton) ทำให้โลกอาจมีความเสี่ยงกับความมั่นคงด้านอาหาร และเราต้องเริ่มหาแนวทางป้องกันแก้ไขกันได้แล้ว
ปุ๋ยทุกชนิดถูกผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปได้ หากพิจารณาจากต้นกำเนิดของธาตุอาหารปุ๋ย3ชนิด พบว่ามีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในอนาคตได้
@ปุ๋ยไนโตรเจน
ได้แก่ปุ๋ยแอมโมเนียมและปุ๋ยยูเรีย ซึ่งมีความต้องการสูงกว่าปุ๋ยPและKเกือบ2เท่า โชคดีที่ธาตุไนโตรเจนสามารถเปลี่ยนรูปกลับไปสู่บรรยากาศ(N2)และพอหมุนเวียนกลับมาใช้อีกได้ แต่การผลิตต้องพึ่งพาก๊าซไฮโดรเจน(H2)จากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินมาร่วม ซึ่งการผลิตจะต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)มาก่อปัญหาโลกร้อน(Climate change) อนาคตจึงต้องพึ่งพาblue ammonia(carbon captured) หรือgreen ammonia(ไฮโดรเจนจากน้ำ) ซึ่งจะทำให้ปุ๋ยไนโตรเจนต้นทุนสูงขึ้นมากและราคาขายสูงขึ้นไปด้วย
@ปุ๋ยฟอสเฟต(Phosphate fertilizer)
มีต้นกำเนินมาจากแร่หินฟอสเฟต ปัจจุบันประเมินว่ามีปริมาณสำรองทั่วโลกให้ใช้อีก72พันล้านต้น(IFA, 2022)พบอยู่รวมในโมร็อกโกเเละซาฮาราตะวันตกกว่า85% นอกนั้นกระจายอยู่แถว จีน และอเมริกา ความต้องการฟอสเฟตทั่วโลกประมาณปีละ85ล้านตัน โดยจีนเป็นผู้บริโภครายใหญ่(11ล้านตัน/ปี) เนื่องจากแหล่งผลิตจำกัด อาจทำให้มีความเสี่ยงด้านgeopolitics อีกทั้งในอนาคตธาตุฟอสเฟตจะถูกเย่งไปใช้ทำแบตเตอรี่รถไฟฟ้า(EV)ในรูป Lithium-iron-phosphate(LFP) ปุ๋ยฟอสเฟตจึงมีแนวโน้มแพงขึ้นและอาจขาดตลาดในอนาคตได้
@ปุ๋ยโพแทส(Potash fertilizer)
ส่วนมากพบในรูปแร่ซิลไวต์(Sylvite) หรือKCl หรือMOP โลกมีโพแทสสำรองเหลือทั่วโลกให้ใช้3.5พันล้านตัน(IFA, 2022) โดยมีเหมืองกระจายอยู่ทั่วโลก มีมากที่สุดในแคนาดา(31%) เบลารุส รัสเซีย จีน อเมริกา และสปป.ลาว มีปริมาณการใช้โพแทสทั่วโลกปีละ45ล้านตัน โดยจีนเป็นประเทศที่ผู้บริโภคอันดับ1ของโลก(20%) ความต้องการโพแทสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงปี2030 จึงมีโอกาสที่ทำให้ราคาสูงขึ้น และถือเป็นแร่ที่มีโอกาสถูกใช้หมดก่อนNและPเพราะมีปริมาณสำรองต่ำที่สุด
แร่ธาตุใดๆแม้จะไม่ถูกขุดใช้หมดไปในช่วงชีวิตของเรา แต่จะดีกว่าถ้าเราจะทำกิจกรรมชะลอการสูญเสียโดยใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งอาจพัฒนาที่ตัวปุ๋ยเอง และพัฒนาการเก็บกักของดินด้วยการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้สูงขึ้น อีกทั้งหมุนเวียนแร่ธาตุกลับมาใช้ใหม่ผ่านปุ๋ยอินทรีย์ (Circular Economy)
อย่างไรธาตุอาหารก็ไม่ได้สูญหายไปจากโลกเพียงเปลี่ยนรูปและสถานที่เก็บกักใหม่ เราจึงต้องศึกษาแหล่งสะสมสำรองใหม่ของแร่ธาตุสำคัญไว้ล่วงหน้า เพื่อหาแนวทางนำกลับมาใช้ใหม่ในวันหน้าได้อย่างเหมาะสมต่อไป